วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วี-เวกเตอร์ กุญแจสู่ความอ่อนวัย



V-Vector
เมื่อเราอายุมากขึ้นผิวหนังของเราจะเสื่อมสภาพทำให้ความยืดหยุ่นน้อยลง และปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง,หน้าผากและข้างแก้มลดลง ประกอบกับมีการยุบตัวของกระดูกทำให้เกิดความหย่อนคล้อยของใบหน้าจากที่เคยมี รูปหน้า V-Shape กลายเป็น U-Shape  มีแก้มหย่อนตามมาอย่างชัดเจน
             ปัจจุบันมีเทคโนโลยีความงามต่างๆมากมายมาช่วยย้อนวัยจากรูปหน้า U-Shape ให้กลับไปเป็น V-Shape หรือที่เรียกว่า V-Vector เช่น การฉีดฟิลเลอร์ ,การร้อยไหม ,การดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือการฉีดโบท็อกซ์ เป็นต้น ด้วยเทคนิคความงามต่างๆ เหล่านี้ทำให้อัตราการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าลดลงอย่าง เห็นได้ชัด บางคนเข้ารับบริการความงามตั้งแต่อายุยังน้อยจึงช่วยชะลอความหย่อนคล้อย เมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยอย่างชัดเจน  โดยแพทย์แต่ละท่านจะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมตามสภาพปัญหาของแต่ ละคน  วันนี้หมอจะขอกล่าวถึงกุญแจสู่ความอ่อนวัยดอกที่  1 ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนรูปหน้าของเราจาก U-Shape  ให้กลายเป็น  V-Shape

จากรูปที่หมอนำมาประกอบจะพบว่า กล้ามเนื้อบนใบหน้าและลำคอของเราส่วนใหญ่จะหดตัวในลักษณะดึงยกขึ้นหรือดึงลง ตามแนวลูกศร หากกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงลงแข็งแรงมากกว่ากล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึง ขึ้นรูปหน้าของเราก็จะหย่อนคล้อยเป็น  U-Shape ดังนั้น เมื่อเราฉีดโบทอกไปยังกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ดึงลงจะทำให้กล้ามเนื้อเหล่า นี้อ่อนแรง และส่งผลให้กล้ามเนื้อที่หดตัวในแนวดึงขึ้นสามารถดึงยกผิวหน้าได้แรงเพิ่ม ขึ้นมากกว่าเดิม ตามแนว วี-เวคเตอร์ นอกจากการฉีดโบท็อกไปยังตำแหน่งกล้ามเนื้อเหล่านี้แล้ว ยังสามารถฉีดโบท็อกเข้าสู่ชั้นผิวหนังตื้นๆตามขอบหน้าหรือที่เรียกว่า เดอร์โมลิฟท์ เทคนิค จะช่วยให้ผิวหนังหดตัวตามขอบหน้า และช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวหนังบริเวณขอบหน้า ตามผลการวิจัยของแพทย์เกาหลีผู้คิดค้นเทคนิคนี้    การฉีดโบท็อกเพื่อให้ได้รูปหน้าตามแนว วี-เวคเตอร์ เหมาะสำหรับกรณีที่ยังหย่อนคล้อยไม่มากหรือช่วยชะลอไม่ให้เกิดการหย่อนคล้อย เมื่ออายุมากขึ้น  เพียงทำปีละ 1-2 ครั้ง โดยเทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่มีความปลอดภัยสูงมากและหมอมองว่าเป็นอีกหนึ่ง กุญแจสู่ความอ่อนวัยสำหรับท่านที่สนใจครับ

  •  ปรึกษาการปรับรูปหน้า
ID LINE : @rukkhunclinic
Website : http://www.rukkhunclinic.com
Google Plus : plus.google.com/+ธนิตศักดิ์วิบูลกุลเศรษฐ์
Facebook : http://www.facebook.com/rukkhunclinic

สอบถามข้อมูลอื่นๆ 
เพิ่มเติมได้ทุกสาขาครับ
รักษ์-คุณคลินิก สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร.02-9346185,0863551067

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์


การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์


หลายคนคงรู้จักแล้วว่า โบท็อกซ์ คือสาร Botulinum Toxin Type A ซึ่งเป็นสารโปรตีนที่สกัดมาจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง คือ Clostridium botulinum (คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม) โดยสารโบทูลินั่มจะยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อทำให้ไม่สามารถหดตัวได้เหมือนปกติ

ครั้งนี้หมอขอกล่าวถึงอีกแง่มุมหนึ่งของการนำโบท็อกซ์มาใช้ในการปรับรูปหน้า เพื่อให้ได้ใบหน้ารูปไข่ หรือรูปวีเชฟ ดังรูป







หลายคนคงเคยฉีดโบท็อกซ์ลดกรามมาแล้ว เมื่อกรามเล็กลงมากๆ จะรู้สึกเหมือนโหนกแก้มโตขึ้น ศรีษะโตขึ้น แทนที่จะได้รูปหน้าเป็นรูปไข่ หรือวีเชฟตามที่ต้องการ แต่กลับได้รูปหน้าลักษณะศรีษะโตคางแหลมคล้ายหัวมดมาแทน



นั่นเป็นเพราะเราฉีดลดกรามมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อกรามลีบเล็ก ขณะที่บริเวณโหนกแก้มและศรีษะไม่ได้เล็กตามไปด้วย ดังนั้นถ้าเราสามารถลดกรามให้เล็กลง ลดโหนกแก้มลงอีกนิด ลดศรีษะลงอีกหน่อย เราก็จะได้รูปหน้าที่เป็นวีเชฟและใกล้เคียงรูปไข่มากขึ้น




ในบางคนอาจจะพบว่ามีกล้ามเนื้อขมับด้านข้างศรีษะ (Temporalis) มีขนาดโตมากๆจนสามารถสังเกตเห็นได้เวลากัดฟันแน่นๆ การฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อมัดนี้ก็จะช่วยให้รูปหน้าด้านบนสวยขึ้น

ส่วนบริเวณโหนกแก้มที่ดูโตเด่นชัดนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากกระดูกโหนกแก้ม (Zygomatic bone)มีขนาดใหญ่ การแก้ไขจะต้องผ่าตัดลดขนาดกระดูกลง ส่วนการฉีดโบท็อกซ์ลดโหนกแก้มนั้นเป้าหมายคือเพื่อลดขนาดของกล้ามเนื้อที่เกาะอยู่บนกระดูกโหนกแก้มเป็นสำคัญ เพราะในบริเวณกระดูกโหนกแก้มมีกล้ามเนื้อหลายมัดมาเกาะทับซ้อนกันอยู่ ทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis oculi) กล้ามเนื้อที่ช่วยในการยิ้ม (Levator labii superioris Zygomatic Major &amp ; Minor) กล้ามเนื้อกราม (Masseter) และกล้ามเนื้อขมับ (Temporalis) สังเกตง่ายๆเวลายิ้มโหนกแก้มเราจะชัดขึ้น ดังนั้นการฉีดโบท็อกซ์ลดโหนกแก้มจึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดเหลากระดูกโหนกแก้มครับ

สำหรับการปรับลดรูปหน้าส่วนล่างก็สามารถทำได้ง่ายโดยการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในกล้ามเนื้อกราม (Masseter)หรือที่เรียกกันว่า โบท็อกซ์ลดกราม โบท็อกซ์กราม ซึ่งหมอได้เขียนไว้เป็นความรู้โดยละเอียดในบทความเรื่องโบท็อกซ์ลดกราม http://rakkhunclinic.blogspot.com/p/blog-page_4667.html ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอหลังการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามคือ ฉีดมากไปข้างแก้มก็ตอบ ฉีดน้อยไปกรามก็ไม่ลด ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และศิลปะของคุณหมอแต่ละท่าน

และ ส่วนสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันนักและไม่เคยมีใครมาขอให้หมอฉีดให้เลย มีแต่หมอเป็นคนขอฉีดให้เอง นั่นคือการฉีดโบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อที่ปลายคาง เรียกง่ายๆว่า โบท็อกซ์คาง เพื่อให้ปลายคางโค้งมนสวยขึ้น สังเกตง่ายๆเมื่อเราทำให้ริมฝีปากบนและล่างไม่แตะกันจะพบว่าคางเราดูยาวและ สวยขึ้น แต่เมื่อเราประกบริมฝีปากบนและล่างเข้าหากันจะพบว่าคางของเราดูสั้นลงทันที เพราะกล้ามเนื้อที่ชื่อว่า Mentalis หดตัวคางจึงดูสั้นลง การฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในกล้ามเนื้อมัดนี้จะช่วยคลายกล้ามเนื้อให้คางดูยาวขึ้น ช่วยให้รูปหน้าได้รูปไข่และดูวีเชฟมากขึ้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นวิธีการที่เรียกว่า การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์ ซึ่งในทางปฏิบัติจริงต้องประเมินรูปหน้าของแต่ละคน ปริมาณตัวยาที่ใช้ ความเข้มข้นของตัวยาและตำแหน่งที่ฉีดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์แต่ละท่านครับ

หากสนใจปรึกษาหรือรับแนวทางการรักษาสามารถสอบถามได้ทุกช่องทางตามความสะดวกครับ



ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185,0863551067
ID Line : @rukkhunclinic



*ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตครับ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดเกิดจากอะไร?


ฉีดฟิลเลอร์แล้วตาบอดเกิดจากอะไร?
     โดยปกติและการฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มที่ผ่านการรับรองจาก อย.มีความปลอดภัยสูงมากครับ แต่ในการฉีดบางตำแหน่งอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงตามมา จึงต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของใบหน้า ประกอบกับแพทย์ต้องมีความชำนาญในการฉีดอย่างมากและสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือต้องทำด้วยความระมัดระวังครับ หมอเคยเรียนถามอาจารย์ที่นับถือท่านหนึ่งถึงเรื่องความเสี่ยงในการฉีดฟิลเลอร์แต่ละครั้งว่ามีความเสี่ยงกี่เปอร์เซ็นต์? ท่านตอบว่าทำทุกครั้งเสี่ยง 50% อยู่ที่ว่าจะพลาดหรือไม่พลาดเท่านั้นเอง ดังนั้นทุกครั้งต้องทำด้วยความระมัดระวังเสมอๆ

หมอขอยกตัวอย่างการฉีด 2 ตำแหน่งที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงมาเล่าให้ฟังดังนี้ครับ

1.ร่องแก้ม


จากรูปที่เอามาลงประกอบจะพบว่าเส้นเลือดแดง facial artery (หมายเลข1) จะทอดผ่านใต้ร่องแก้มอยู่ในชั้นไขมันของเรา หากพลาดฉีดสารเติมเต็มเข้าเส้นเลือดแดงเส้นนี้โดยตรง ก็จะทำให้ผิวหนังบริเวณจมูกขึ้นไปหาระหว่างคิ้วขาดเลือดตายทั้งหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงทันที และที่สำคัญอาจจะเกิดตาบอดร่วมด้วยครับเพราะเส้นเลือดแดงเส้นนี้มีแขนงย่อยส่วนปลายไปเลี้ยงในลูกตาของเราด้วย

แต่ถ้าหากฉีดพลาดเข้าไปในเส้นเลือดดำใต้ร่องแก้ม (หมายเลข.8 ) จะทำให้เกิดการคั่งของเลือดดำที่จะไหลกลับมาจากบริเวณจมูกและแก้มด้านข้างจมูกแล้วเกิดการอักเสบบวมจนถึงขั้นเน่าตามมาได้แต่ไม่ทำให้เกิดตาบอดครับ โดยส่วนตัวหมอเห็นว่าตำแหน่งร่องแก้มนี้มีความเสี่ยงมากที่สุดครับ เพราะเป็นส่วนต้นทางของเส้นเลือดแดงที่จะไปเลี้ยงจมูกและตา

2.จมูก


จากรูปที่เอามาประกอบจะพบว่าผิวหนังบริเวณจมูกของเรามีแขนงของเส้นเลือดแดงหลายเส้นมาเลี้ยง ซึ่งเส้นเลือดแดงทั้งหมดอยู่ในชั้นไขมัน โดยทั่วไปแล้วหากเกิดการอุดตันของเส้นเลือดแดงเส้นใดเส้นหนึ่งขึ้นมานั้น ผิวหนังของเราจะยังคงได้รับเลือดมาเลี้ยงจากแขนงข้างเคียงได้ครับ



แต่มีการศึกษาวิจัยในเกาหลีพบว่าในความเป็นจริงเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงบริเวณปลายจมูกแบ่งออกเป็น 4 แบบดังรูปที่ยกมาประกอบ โดย 37% เส้นเลือดแดงที่ปลายจมูกมีลักษณะแขนงตามรูปแบบที่1ทั้ง 2 ข้าง และอีก 31%เป็นแบบที่ 1 และ 3 ร่วมกันในแต่ละข้าง ซึ่งหมายความว่าหากเกิดการอุดตันเส้นเลือดแดงจากการฉีดสารเติมเต็มที่จมูกขึ้นมาจริงๆ จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการตายของผิวหนังบริเวณจมูกจากการขาดเลือดไปเลี้ยงได้ครับ นอกจากนี้หากการอุดตันเกิดบริเวณแขนงเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงดวงตาก็มีโอกาสตาบอดได้เช่นกันครับ

ตอนนี้หลายคนอาจจะกลัวและกังวลขึ้นมา บางคนอาจจะสงสัยว่าที่เคยฉีดร่องแก้มหรือจมูกมาก่อนหน้านี้แล้วนั้นจะเป็นอันตรายหรืออุดตันเส้นเลือดหรือเปล่า??? ช่วงนี้ทุกครั้งที่ฉีดฟิลเลอร์ไปหมอจะแนะนำให้แต่ละคนสังเกตุอาการง่ายๆดังนี้ครับ

1.ในช่วง 3-6 ชม.แรกหลังฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการปวดรุนแรง (ย้ำว่ารุนแรงครับ) บริเวณที่ฉีดและบริเวณใกล้เคียงอาจจะเกิดการอุดตันหลอดเลือดแดงขึ้นมา ดังนั้นไม่ว่าจะเวลากี่โมงกี่ยามเท่าไหร่ก็ตามให้โทรหาหมอทันทีได้เลยครับ หมอจะรีบมาฉีดสลายฟิลเลอร์ออกให้เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมาครับ เพราะถ้าทิ้งไว้นานกว่านั้นอาจจะสายเกินจะแก้ไขได้

2.ในช่วง 12-72 ชม.ต่อมาหลังฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดมากขึ้นๆเรื่อยๆและอาจจะมีอาการแดงคล้ำของผิวหนังบริเวณที่ฉีดหรือบริเวณข้างเคียงขึ้นมา ให้สงสัยว่าอาจจะเกิดการอุดตันเส้นเลือดดำบริเวณที่ฉีดหรือใกล้เคียงได้ครับ ให้รีบกลับมาหาหมอเพื่อทำการฉีดสลายฟิลเลอร์ลดการอุดตันอีกเช่นกันครับ

3 ในช่วง 3-7 วัน ต่อมาหากเกิดอาการปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ให้สงสัยว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นครับ ซึ่งโดยปกติหมอจะให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมกับยาลดบวมไปรับประทานหลังฉีดทุกครั้งครับ

ดังนั้นในคนที่ไปฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มที่ผ่านอย.มานานแล้วไม่ต้องกังวลนะครับ บางคนอาจจะมีคำถามต่อไปอีกว่า...ถ้าเราเปลี่ยนไปฉีดเติมเต็มด้วยไขมันของเราแทนจะปลอดภัยกว่าไหม? หมอตอบได้ทันทีว่า...มีโอกาสเกิดได้เช่นเดียวกันครับ ควรเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ มีเวลาและทำด้วยความระมัดระวัง และตัวเราเองควรหมั่นสังเกตุอาการหลังทำร่วมด้วยเพื่อช่วยลดความรุนแรงจากผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมาครับ และหมอเชื่อว่าไม่มีหมอคนไหนที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเช่นกันครับ หมอหวังว่าสิ่งที่เขียนนี้จะทำให้คนที่สนใจฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มมีความเข้าใจมากขึ้นก่อนเข้ารับบริการครับ

หากสนใจปรึกษาหรือรับแนวทางการรักษาสามารถสอบถามหมอได้ทุกช่องทางตามความสะดวกครับ

ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185,0863551067

Website : www.rukkhunclinic.com
ID Line : @rukkhunclinic

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การล้างสารพิษในร่างกาย

     
 ปัจจุบัน คนให้ความสนใจในการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น หลายคนมีคำถามว่าถ้าอยากสุขภาพดีควรทำอย่างไรควรเริ่มตรงไหนการตรวจสุขภาพประจำปีที่ท่านทำกันอยู่ยังไม่เพียงพออีกหรอ ปัจจุบันในทางเวชศาสตร์ชะลอวัยเราเชื่อว่า ความเสื่อมของร่างกาย การเจ็บป่วยต่างๆ และความชราของเรานั้น มาจากหลายสาเหตุร่วมกัน ซึ่งมีแนวทางในการดูแลสุขภาพง่ายๆ ดังนี้ 
 
     1. กำจัดหรือขจัดสารพิษที่มีอยู่ในร่างกายเราออกไป มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
     2. ปรับสมดุลของระดับฮอร์โมนที่ลดต่ำลงตามวัยให้กลับมาใกล้เคียงปกติ
     3. หลีกเลี่ยงอาหารหรือสิ่งที่แพ้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบแอบแฝงเพราะจะกระตุ้นระบบคุ้มกันให้ทำงานมากเกินไป
     4. ลดการรับประทานอาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง และหลีกเลี่ยงไขมันชนิด Trans fat เพื่อป้องกันโรคเบาหวานและไขมันในเส้นเลือดสูง 
     5. รับประทานวิตามิน เกลือแร่ แร่ธาตุที่จำเป็นให้เพียงพอตลอดจนควรได้รับสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ
     6. ตรวจหาความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันและได้รับการรักษาที่ทันเวลา

        และหลายคนสงสัยกันว่าการล้างพิษควรทำอย่างไรบ้างเริ่มตรงไหน?และทำไมต้องล้างสารพิษสารพิษนั้นเข้าสู่ร่างกายเราได้หลายทาง ทั้งการสัมผัสทางลมหายใจ และปนเปื้อนในอาหารที่เรารับประทานเข้าใป และสารพิษก็มีหลายชนิด บางชนิดมีพิษทำลายตับของเราโดยตรง บางชนิดมีผลต่อสมองและระบบประสาท บางชนิดทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ ต่างๆ เช่น ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง แม้กระทั่งอาการปวดกล้ามเน้อแบบเรื้อรังและบางชนิดทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ ในร่างกายอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ของเราเสื่อม เซลล์ตายหรือแม้กระทั่งเซลล์กลายพันธ์ เกิดเป็นมะเร็ง ดังนั้นจึงควรกำจัดสารพิษเหล่านี้ที่มีอยู่ในร่างกายของเราออกไปมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้
    


          หลังจากร่างกายเราได้รับสารพิษเข้าใป บางส่วนอาจตกค้างหรือสะสมในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งก็คือลำไส้และตับของเรานั่นเอง บางส่วนอยู่ในกระแสเลือดและบางส่วนสะสมในกระดูกของเรา ร่างกายของเราจะพยายามกำจัดสารพิษเหล่านี้โดยการหลั่งสารต่างๆในระบบทางเดิน อาหารเพื่อขับสารพิษเหล่านั้นออกไปกับอุจจาระ และตับจะทำลายสารพิษที่อยู่ในกระแสเลือดแล้วปล่อยออกมากับน้ำดีหลั่งเข้าสู่ ลำไส้ต่อไป สารพิษบางส่วนเช่น สารโลหะหนักต่างๆ ตับไม่สามารถกำจัดหรือทำลายได้จึงตกค้างอยู่ในกระแสเลือดแล้วไปสะสมในกระดูก และเนื้อเยื่อของร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆตามมาอีกมากมาย

            ดังนั้น การกำจัดสารพิษที่ดี ควรกำจัดออกให้หมดทุกส่วน ดังนี้

     1. สวนล้างลำไส้เพื่อกำจัดสารพิษที่ตกค้างในระบบทางเดินอาหาร
     2. เข้าโปรแกรมล้างนิ่วในตับ เพื่อลดการอุดตันของท่อน้ำดีที่อยู่ในตับช่วยให้สารพิษถูกขับออกมาพร้อมกับน้ำดีได้สะดวกขึ้น
     3. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายสารพิษของตับ โดยการให้สารอาหาร วิตามิน และกรดอะมิโนทางเส้นเลือดตามโปรแกรม ล้างพิษตับ (Liver Detox)
     4. ขับสารพิษและโลหะหนักต่างๆ ที่สะสมในกระดูกและเนื้อเยื่อด้วยการทำ คีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy)



         โดย ขั้นตอนที่ และ  2 สามารถทำเองที่บ้านได้ไม่ยุ่งยาก ส่วนขั้นตอนที่ และ 4 ควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ ที่มีความชำนาญ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยหลังจากผ่านการล้างสารพิษในร่างกายแล้วเราจะสามารถรับรู้ได้ถึง ความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อาการเจ็บป่วยที่ไม่ทราบสาเหตุต่างๆจะค่อยๆหายไป หรือทิ้งระยะห่างมากขึ้น ซึ่งร่างกายของเราเปรียบเหมือนถังขยะมีชีวิตใบใหญ่ที่ไม่เคยเอาขยะไปเททิ้ง เลย และคงไม่มีใครมาทำให้เราได้ หากเราไม่เทขยะสารพิษเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง


ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185, 0863551067
Google Plus : gplus.to/rukkhunpage
ID Line : @rukkhunclinic

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คำถามเกี่ยวกับโบท็อกซ์


ถาม : โบท็อกซ์คืออะไร ?
ตอบ : โบท็อกซ์เป็นชื่อทางการค้าที่รู้จักกันอย่างอย่างแพร่หลาย ซึ่งจริงๆแล้วโบท็อกซ์คือสารโบทูลินั่มท็อกซิน(Botulinum Toxin) โดยชนิดที่ผ่าน อย. และใช้ในประเทศไทยเป็นสารโบทูลินั่มท็อกซินชนิด เอ (Botulinum Toxin A)ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งครับ

ถาม : โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ยังไง ?
ตอบ : โบทูลินั่มท็อกซินชนิด เอ (Botulinum Toxin A) ออกฤทธิ์โดยการไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ กล้ามเนื้อจึงคลายตัว ไม่สามารถหดตัวได้เหมือนเดิม หรือเรียกว่าเป็นอัมพาตชั่วคราวก็ได้ครับ

ถาม : โบท็อกซ์ฉีดตรงไหนได้บ้าง ?
ตอบ : โบทูลินั่มท็อกซินชนิด เอ (Botulinum Toxin A)สามารถฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อ เช่นฉีดโบท็อกซ์ลดกราม ฉีดโบท็อกซ์ลดน่อง ใช้ฉีดตามกรอบหน้าเพื่อช่วยยกกระชับหน้าหรือที่เรียกกันว่าโบท็อกซ์ลิฟท์หน้า สามารถฉีดบริเวณรักแร้เพื่อลดกลิ่นเหงื่อ ฉีดลดริ้วรอยรอบดวงตา ฉีดลดริ้วรอยหน้าผาก รวมถึงฉีดปรับรูปทรงจมูกด้วยครับ

ถาม : ฉีดโบท็อกซ์แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน ?
ตอบ : 3-6 เดือน แล้วแต่ตำแหน่งและปริมาณยาที่ฉีดในแต่ละจุดครับ

ถาม : โบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อต่างกันยังไง ?
ตอบ : ปัจจุบันโบท็อกซ์ที่ผ่าน อย. ไทยมีหลายยี่ห้อ ทั้ง อังกฤษ(Dysport) อเมริกา(Botox) เกาหลี(Neuronox,Botulax,Hugel Toxin) จริงๆแล้วหากจะเปรียบเทียบความแตกต่าง หมอกล้าตอบแบบไม่อายเลยครับว่าไม่ทราบจริงๆครับว่ามันต่างกันยังไง ทุกยี่ห้อต่างนำงานวิจัยที่บ่งชีว่าของตัวเองดีกว่ายี่ห้ออื่นๆเมื่อเปรียบ เทียบกันมาแสดงให้หมอดู หมอเลยไม่รู้จะเชื่อใครดี หมอเลยขอสรุปง่ายๆว่า ทุกยี่ห้อดีหมดขอให้เป็นของแท้และผ่าน อย.ไทย ใครรักชอบยี่ห้อไหนก็เลือกใช้ยี่ห้อนั้น ที่คลินิกหมอมีเฉพาะของอังกฤษ (Dysport) ของเกาหลี (Botulax,Hugel Toxin) เหตุผลเพราะหมอชอบยี่ห้อเหล่านี้ และฉีดจนคุ้นเคยดีแล้ว จึงไม่อยากจะเปลี่ยนเป็นยี่ห้ออื่นประกอบกับราคาไม่แพงจนเกินไปด้วยครับ

ถาม : จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นโบท็อกซ์ของแท้หรือเปล่า ?
ตอบ :  ขอสรุปข้อสังเกตง่ายๆดังนี้นะครับ
-ของแท้เกือบทั้งหมดเป็นสุญญากาศ คือมีลักษณะเหมือนคราบแป้งบางๆ ติดก้นขวด ยกเว้นของอังกฤษ (Dysport) ที่จะมีลักษณะเป็นผงแป้งที่ก้นขวด
-ของแท้ทุกยี่ห้อต้องมีสติ๊กเกอร์ตัวแทนจำหน่ายในไทยติดอยู่ที่กล่อง ซึ่งเราสามารถขอดูกล่องได้ครับ
-ของแท้ราคาค่าบริการจะสูง ยกตัวอย่างเช่นราคาเหมาขวดของอเมริกา ประมาณ 18,000 – 30,000 บาท หากราคาต่ำกว่า 15,000 บาทหรือถูกมากๆ ต่ำกว่า 10,000 บาทก็ไม่น่าจะเป็นของแท้ครับ เพราะคงไม่มีใครขายของขาดทุน ส่วนข้ออ้างที่ว่าสั่งของเยอะและนำเข้าเองยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะจะสั่งมากเท่าไหร่ก็ยังราคาแพงอยู่ดีและที่สำคัญ บริษัทแม่จะไม่ขายของยี่ห้อนั้นๆ เข้ามาในประเทศไทยอีกหากมีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้ว

ถาม : ฉีดโบท็อกซ์ปลอมแล้วจะเป็นอย่างไร ?
ตอบ : สิ่งแรกคืออาจไม่ได้ผลเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเขาใส่ตัวยาเข้าไปข้างในให้หรือเปล่า
- อาจมีผลมากเกินไป จนทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาเกินขนาดได้ เช่น ปากเบี้ยว หนังตาตก เห็นภาพซ้อน เพราะโรงงานอาจใส่ปริมาณยามากเกินไป
- อาจจะเกิดอาการแพ้ยา เช่น บวม แดง หลังฉีด 1-2 สัปดาห์ เพราะตัวยาไม่บริสุทธิ์เพียงพอ มีการปนเปื้อนของโปรตีน และสารอื่นๆอยู่ค่อนข้างเยอะ
- อาจดื้อยา ซึ่งเริ่มพบกันมากขึ้น สิ่งที่จะสังเกตได้เมื่อเกิดอาการดื้อยา คือ ฉีดของแท้ยี่ห้อไหนๆ ก็จะไม่ได้ผล เพราะร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อโปรตีนของโบท็อกซ์ที่ไม่บริสุทธิ์เพียงพอ จนทำให้ภูมิต้านทานนั้นทำลายตัวยายี่ห้ออื่นๆ ที่เป็นของแท้ด้วยเช่นกันครับ


ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185, 0863551067
Google Plus : gplus.to/rukkhunpage
ID Line : @rukkhunclinic

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

เทคนิกการดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด




การดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดคือทางเลือกใหม่ของคนที่ไม่ต้องการผ่าตัดดึงหน้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากระแสร้อยไหมละลายแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยถือว่ามาแรงมาก หลายท่านพอใจกับผลที่ได้แต่ก็มีหลายท่านที่ทำมาแล้วยังไม่ประทับใจ ซึ่งความหย่อนคล้อยอาจจะมากเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ด้วยการร้อยไหมละลายธรรมดา ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามามากมายทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัด
      เมื่อเราอายุมากขึ้นโครงสร้างต่างๆในใบหน้าของเราจะเปลี่ยนแปลงไป ไขมันใต้ผิวหนังของเราจะลดน้อยลง , กระดูกใบหน้าจะยุบตัวลงบางส่วน , เนื้อเยื่อดึงยึดใต้ผิวที่ทำหน้าดึงยึดผิวหนังไว้จะหย่อนยาน (Retaining ligament) ทำให้ชั้นผิวหนังและไขมันหย่อนคล้อยลง , คอลลาเจนและเส้นใยอิลาสตินในผิวหนังจะเสื่อมสภาพ หลายๆปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เกิดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่างๆบนใบหน้าเพิ่มขึ้นตามมา
  
     ดังนั้นการที่จะทำให้ใบหน้าของเรากลับมาดูอ่อนวัย จึงจำเป็นจะต้องแก้ไขหลายๆส่วนด้วยกันดังนี้
1. การเติมเต็มเพิ่มปริมาตรในจุดที่ยุบหายไปเช่น ร่องใต้ตาลึก ขมับตอบ ข้างแก้มตอบ ร่องแก้ม เป็นต้น โดยการเพิ่มปริมาตรบนใบหน้าปัจจุบันมี 2 วิธีที่นิยมได้แก่ การฉีดฟิลเลอร์กลุ่มไฮยาลูโรนิคแอซิดและการเติมเต็มด้วยไขมันของเราเอง
2. การกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสตินในผิวหนังขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ผิวหนังยืดหยุ่นตัวได้ดีขึ้น ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น เทอร์มาจ อัลเทอร่า เป็นต้น หมอจะไม่ขอกล่าวในตอนนี้ครับ
3. การใช้วัสดุต่างๆดึงยก,ดึงรั้ง,ดึงยึด ผิวหนังและชั้นไขมันที่หย่อนคล้อยลงให้ยกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเสริมความแข็งแรงแทนเนื้อเยื่อดึงยึดใต้ผิวที่เสื่อมสภาพและหย่อนยาน (Retaining ligament) ซึ่งการแก้ไขเรื่องนี้กำลังเป็นที่นิยมและทำกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเทคนิคและวิธีต่างๆเพิ่มเข้ามามากมาย หมอจะกล่าวสรุปพอสังเขปดังนี้
    -การดึงหน้าด้วยไหมสปริง (spring thread)

วิธีนี้เป็นเทคโนโลยีของฝรั่งเศสครับ วัสดุที่ใช้ทำจากซิลิโคนชนิดเดียวกับที่ใช้เสริมจมูก เส้นไหมจะสามารถยืดหยุ่นได้บ้างคล้ายยางยืด เพื่อให้ไม่รู้สึกว่ารั้งมากเกินไปเวลาขยับหน้าหรืออ้าปาก  ก่อนทำหมอจะฉีดยาชาก่อนทุกครั้งจะได้ไม่เจ็บเลย จากนั้นหมอจะใช้เข็มเจาะรูที่ข้างขมับบริเวณไรผมเพื่อสอดร้อยไหมสปริงเข้าไปและลงมาดึงเกี่ยวบริเวณแก้มและมุมปากให้ยกขึ้น จากนั้นสอดร้อยปลายอีกด้านของไหมสปริงขึ้นไปยึดเกี่ยวกับหนังศีรษะด้านบนไว้  ปกติในช่วงแรกๆจะต้องดึงให้ตึงมากๆไว้ก่อน หากรู้สึกตึงมากไปสามารถปรับลดลงได้ในเดือนแรก เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายของเราจะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมา
ยึดเกาะตามเส้นไหมที่ดึงไว้ ทำให้รูปหน้ากระชับมากขึ้น วิธีนี้หมอขอเรียกว่า ultimate face lift เพราะตึงมากจริงๆ


  -การดึงหน้าด้วยไหมกรวยละลายได้(Silhouette Soft)





               วิธีนี้เป็นเทคโนโลยีของอเมริกาซึ่งวัสดุที่ใช้ผ่านการรับรอง อย.ของอเมริกา  โดยไหมกรวยชนิดนี้จะละลายหายไปได้เองภายใน1ปี ครับ ขั้นตอนการทำหมอจะฉีดยาชาก่อนแล้วใช้เข็มเจาะรูเล็กๆเพื่อสอดไหมกรวยเข้าไป โดยสอดปลายด้านหนึ่งลงมาเกี่ยวแก้มที่หย่อน ส่วนปลายอีกด้านสอดขึ้นไปยึดกับข้างขมับครับ คล้ายๆดึงแก้มไปแขวนไว้กับขมับครับ วิธีนี้จะไม่ตึงมากนะครับเมื่อเปรียบเทียบกับการดึงด้วยไหมสปริง แต่ผลก็ถือว่าน่าพอใจและสามารถใช้ร่วมกับการร้อยไหมธรรมดาได้เพื่อให้เกิด การสร้างคอลลาเจนผิวให้รูปหน้ากระชับมากขึ้นครับ






  - การดึงยกแก้มด้วยไหมเงี่ยง( Barb PDO)
ไหมเงี่ยง

   การดึงยกด้วยไหมเงี่ยงเป็นเทคนิคใหม่ที่แพทย์ความงามในเกาหลีนิยมทำกัน ซึ่งพัฒนามาจากการร้อยไหมละลาย PDO แบบเดิม โดยจะทำการสอดร้อยไหมเงี่ยงจากจุดบนลงมาด้านล่าง เช่น สอดร้อยจากหนังศีรษะลงมาที่แก้ม เพื่อดึงยกโหนกแก้มและแนวกลางใบหน้าที่หย่อนคล้อยขึ้นไปแขวนยึดกับหนังศีรษะ หรือสอดร้อยไหมเงี่่ยงจากข้างขมับลงไปแก้มด้านล่างและมุมปากเพื่อดึงยกขึ้้นมาแขวนยึดไว้กับบริเวณขมับ เป็นต้น ข้อดีของวิธีนี้คือ วัสดุละลายได้ใน 1-1.5 ปี ค่าใช้จ่ายไม่สูงเหมือน 2 วิธีแรกที่กล่าวมา ไม่ต้องพักฟื้นนานและสามารถดึงยกแรงๆได้เพราะวัสดุที่ใช้แข็งแรงมากกว่า ซึ่งปัจจุบันยังมีการพัฒนาเทคนิคในการทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้นและคงสภาพอยู่ได้นานขึ้น ซึ่งอาจจะทำร่วมกับไหมละลายแบบเดิมก็จะช่วยให้ผลที่ได้ชัดเจนขึ้น
   
                 โดยทั้ง 3 วิธีที่กล่าวมาเป้นเพียงแค่บางส่วนของการดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ส่วนอัตราค่าใช้จ่ายแต่ละคลินิกอาจจะไม่เท่ากันครับ

คลิปวีดีโอความรู้เรื่องไหมกรวยครับ ..
http://www.youtube.com/watch? v=C2qYqFE1AIo


ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185,0863551067
Google Plus : gplus.to/rukkhunpage
ID Line : @rukkhunclinic

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

การล้างนิ่วในตับ



   ครั้งที่แล้วหมอเอาบทความเรื่องการล้างสารพิษมาเล่าสู่กันฟัง แต่ค้างการล้างนิ่วในตับไว้ไม่ได้อธิบายให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้นเลยขอเอาเรื่องเก่ามาเกริ่นนำสักเล็กน้อยครับ

สารพิษในร่างกายของเราจะสะสมอยู่ในหลายส่วนด้วยกันได้แก่

1. ส่วนที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ กระดูกเป็นต้น

2. ส่วนที่อยู่ในกระแสเลือด

3.ส่วนที่ตกค้างตามระบบขับถ่ายเช่น ลำไส้ ท่อน้ำดีใหญ่ และระบบท่อน้ำดีเล็กๆในตับ

ร่างกายของเราสามารถขับของเสียและสารพิษได้หลายทางครับ เช่นขับออกผ่านไตแล้วปล่อยออกมาตามท่อปัสสวะ บางส่วนขับออกทางลมหายใจ ในขณะที่ของเสียและสารพิษที่ตับสสามารถทำลายได้จะถูกทำลายแล้วขับออกมากับน้ำดีตามท่อน้ำดีขนาดเล็กจำนวนมากที่อยู่ในตับเพื่อปล่อยเข้าสู่ลำไส้เล็กให้ออกมากับอุจจาระของเราครับ น้ำดีของเราเป็นไขมันชนิดคอเรสเตอรอล ดังนั้นลองนึกถึงภาพท่อระบายน้ำเสียที่มีแต่ไขมันอยู่สิครับ คงจะไหลช้าและค่อนข้างหนืดแน่ๆ นั่นหมายความว่าท่อน้ำดีของเรามีโอกาสอุดตันด้วยตะกอนนิ่วของโคเรสเตอรอลของเรานั่นเองครับ หากท่อตันมากๆนานๆคงไม่ดีแน่ของเสียก็จะค้างอยู่ในตับของเรา ดังนั้นหมอเลยนำอีกวิธีหนึ่งของการล้างท่อน้ำดีเล็กๆซึ่งอยู่ในตับมาฝากกันครับ วิธีนี้มีคนนำไปดัดแปลงแล้วเปิดเป็นศูนย์ล้างพิษตับกันหลายที่ครับ ค่าบริการก็หลายหมื่นเลยทีเดียว วันนี้หมอเอามาฝากให้ฟรีๆ สำหรับท่านที่ไม่มีเวลาและไม่อยากเสียสตางค์ครับ

วันที่ 1 - 4

1. ดื่มน้ำแอปเปิ้ลเขียวสดปั่น 6 ผล (ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นม) 4 แก้ว/วัน
2. ดื่มน้ำเปล่า (ก่อนหรือหลังจากดื่มน้ำแอปเปิ้ลเขียวสดปั่น 30 นาที ) ให้ทานอาหารอ่อนๆ ในช่วงนี้

3. งดดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์จากนม

4. งดทานเนื้อสัตว์ / ไข่ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์

5. งดอาหารรสหวานจัด และทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป

6. สวนด้วยกาแฟทุกวัน


วันที่ 5

1. ดื่มน้ำแอปเปิ้ลเขียวสดปั่น 6 ผล (ไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่นม) 4 แก้ว/วัน (ก่อนเวลา13.00น.)

2. หลังจาก 13.00 น. งดอาหาร ดื่มได้เพียงน้ำเปล่าเท่านั้น

3. ผสมดีเกลือ(แมกนีเซียมซัลเฟต) 3 ช้อนโต๊ะละลายในน้ำ 3 แก้ว ดื่ม3/4 แก้ว เวลา 18.00 น.และดื่มอิก 3/4 แก้ว เวลา 20.00 น.








วันที่ 6

1. 06.00 น. ดื่มน้ำผสมดีเกลือ (แมกนีเซียใซัลเฟต) ที่เหลืออีก 3/4 แก้ว

2. 10.00 น. ดื่มน้ำผสมดีเกลืออีก 3/4 แก้ว สุดท้ายให้หมด

3. ทานอาหารมื้อเบาๆได้หลังเที่ยงหากรู้สึกหิว

4. หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม อาหารทอด และงดดื่มน้ำเย็นพร้อมทานอาหารเบาๆ อีก 2-3 วันต่อจากนี้



สังเกตผลการล้างพิษ



 ตลอดคืนวันที่ 5 ไปถึงเช้าวันที่ 6 เมื่อมีอาการปวดถ่ายหนักให้สังเกตลักษณะของอุจจาระในโถส้วมของตนเอง จะเห็นว่าถ่ายออกมาเป็นกากอาหารจำพวกผักและกากแอปเปิ้ลมากมาย ถ่ายเสร็จอย่ากดชักโครกทันที ให้ใช้น้ำราดเบาๆเพื่อไล่กากอาหารลงไป จะพบว่าอุจจาระบางส่วน จะลอยตัวอยู่เหนือน้ำในโถส้วม และบางส่วนก็จะเป็นเหมือนคราบน้ำมันลอยอยู่บางทีก็จะเห็นชิ้นส่วนสีเขียวมรกต หรืออาจถูกหุ้มด้วยกากอาหารเป็นสีเขียวขี้ม้า เมื่อเขี่ยดูจะพบว่าข้างในเป็นสีเขียวมรกต นั่นคือ น้ำดีที่เริ่มจับตัวเป็นนิ่ว ในลักษณะนิ่มหยุ่นๆเหมือนยางลบ แสดงว่าคุณได้ขับนิ่วของไขมันที่เริ่มจับตัวอยู่ตามท่อน้ำดีในตับออกมาแล้วจำนวนหนึ่งครับ




        ด้วยความปราถนาดี
นพ.ธนิตศักดิ์ วิบูรณ์กุลเศรษฐ์
            คุณหมออ้วน


ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185, 0863551067
Google Plus : gplus.to/rukkhunpage
ID Line : @rukkhunclinic

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ฉีดฟิลเลอร์ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด


ฉีดฟิลเลอร์ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

หลายท่านอาจจะสนใจฉีดฟิลเลอร์เสริมเติมตามใบหน้าแต่กลัวผลข้างเคียงต่างๆที่อาจ จะเกิดตามมา โดยเฉพาะข่าวที่ออกมาในช่วงนี้มีทั้งฉีดแล้วตาบอด ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป ฉีดแล้วไหลย้อย เป็นต้น บ่อยครั้งที่หมอเองต้องคอยอธิบายข่าวต่างๆที่ออกมาให้กับคนที่ฉีดไปแล้ว และคนที่สนใจอยากจะฉีดแต่ลังเลอยู่ จึงถือโอกาสขอบอกเล่ามุมมองของตัวเองเกี่ยวกับฟิลเลอร์ให้กับคนที่สนใจครับ

ฟิลเลอร์ (FILLER)

คือสารเติมเต็มชนิดไฮยาลูโรนิกแอสิด (Hyaluronic Acid) ปัจจุบันสังเคราะห์ขึ้นมาด้วยการเลี้ยงแบคทีเรียโดยใช้เทคนิค Biocompatible non-animal stabilized hyaluronic acid (NASHA) สรุป ง่ายๆคือสกัดมาโดยไม่ให้มีส่วนของแบคทีเรียติดปนมาด้วยนั่นเอง ซึ่งบริษัทที่ผลิตขึ้นมาเขาจะต้องขายออกไปทั่วโลก หากสกัดมาไม่บริสุทธิ์เพียงพอป่านนี้คงโดนฟ้องจนปิดกิจการไปแล้วครับ เพราะบางท่านอาจไปอ่านเจอว่าทำมาจากแบคทีเรียจะต้องเป็นอันตราย หรือฉีดแล้วติดเชื้อ... โดยส่วนตัวหมอเองก็ฉีดให้ตัวเองและญาติๆครับ หากอันตรายจริงๆหมอคงไม่กล้าทำให้ตัวเองหรอกครับ(หากมีโอกาสได้ทำบุญก็ขอพร ว่าชาติหน้าเกิดมาหล่อๆสวยๆจะได้ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มอีก 555+ ) หมอคิดว่า...หากเราใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่านอย. และเป็นของแท้(ย้ำว่าของแท้นะครับ)เราสบายใจได้เลยว่าโอกาสจะเกิดผลข้าง เคียงจากสารไฮยาลูโรนิกแอสิดน้อยมากๆครับ ในประเทศไทยมีเพียงสารไฮยาลูโรนิกแอสิดเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา(อย.) โดยได้รับอนุญาตให้เป็นสารเติมเต็มเพื่อทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ครับ และ จัดประเภทของสารเติมเต็มไว้เป็นยา การนำเข้าต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งได้รับเพียงไม่กี่ชนิด ตัวอย่างของสารเติมเต็มที่ผ่าน อย.ได้แก่

กลุ่มที่ 1. Esthelis Basic, Esthelis Soft, Fortelis Extra, Modelis





กลุ่มที่ 2. Juvederm Forma , Juvederm Refine, Juvederm Ultra, Juvederm Ultra XC, Juvederm Ultra Plus, Juvederm Ultra Plus XC







กลุ่มที่ 3. Restylane, Restylane Lipp, Restylane Perlane, Restylane Sub Q, Restylane Touch, Restylane Vital Light ,Restylane Vital Light Injector, Revanesse Ultra






สามารถตรวจสอบข้อมูลล่าสุดของสารเติมเต็มที่ได้ที่เว็บไซต์ของ อย.ครับ

http://drug.fda.moph.go.th/zone_service/files/new_gen_list_July.pdf ,

http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/drgdrug/Dserch.asp


ในกลุ่มของสารไฮยาลูโรนิกแอสิดจะมีหลายแบบขึ้นอยู่กับความเข้มข้น, ขนาดโมเลกุล, ปริมาณของ cross-linking, สารที่ใช้เพื่อทำให้เกิด cross-linking และความแข็งของสาร โดยทั่วไปถ้ามีปริมาณของ cross-linkingมากจะทำให้สารมีความแข็งตัวมากและสามารถคงตัวอยู่ได้นานขึ้นหลังฉีดครับ และสาร ที่มีขนาดของโมเลกุลใหญ่สามารถเพิ่มปริมาตรของบริเวณที่ต้องการแก้ไขได้ มากกว่าและคงอยู่ได้นานประมาณปีครึ่งเหมาะสำหรับเติมแก้ม เติมร่องแก้ม เสริมคาง และสริมจมูก เป็นต้น ในขณะที่สารที่มีโลเลกุลเล็กจะเหมาะสำหรับบริเวณที่ผิวหนังบางหรือสำหรับฉีด เข้าริ้วรอยตื้นๆซึ่งจะคงอยู่ในร่างกายไม่นานมากประมาณ6เดือน


หลายท่านอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า แล้วที่เป็นข่าวกันว่าฉีดแล้วตาบอด บวม เน่า หรือผิวหนังตาย มันเกิดขึ้นได้ยังไงถ้าไม่อันตรายจริงๆ !!! "โดยความเห็นส่วนตัวของหมอนะครับ (ย้ำว่าส่วนตัวจริงๆบางท่านอาจมองต่าง) สารฟิลเลอร์มันปลอดภัย (ผ่านการรับรองจาก อย.) แต่เทคนิคและวิธีการต่างหากที่ไม่ปลอดภัยครับ"หากเรานำข้อผิดพลาดที่ผ่านมา ตามข่าวต่างๆที่หลายท่านได้รับทราบมาพิจารณาสาเหตุจะพบว่า

1. การบวมแพ้เกิดจากการใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก อย.ซึ่งการผลิตอาจจะไม่บริสุทธิ์เพียงพอครับ
2. การ ติดเชื้อ เน่า เกิดจากทำความสะอาดบริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์ก่อนฉีดไม่สะอาดพอ หรือไม่ได้ทานยาปฏิชีวนะหลังฉีดเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้
3. เทคนิคและความชำนาญของแพทย์ไม่เพียงพอ (ตามข่าวที่พบว่าตาบอดครับ)
4. ส่วนข้อสุดท้ายหากไม่กล่าวถึงคงจะไม่ได้จริงๆครับ นั่นคือการดูแลและปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ครับ จากประสบการณ์ของหมอเอง ประโยคที่ถูกถามบ่อยๆคือ "หลังฉีดไปแล้วดื่มแอลกอฮอล์ได้ไหม???" หมอแนะนำให้งดตั้งแต่ก่อนฉีดทุกครั้ง แต่ก็โดนถามหลังฉีดบ่อยมากครับ บ่อยครั้งที่หมอได้แต่ถามกลับไปว่า"แล้วหมอห้ามเราได้ไหมครับ"

ทุกๆ ครั้งที่หมอฉีดฟิลเลอร์หมอยอมรับตรงๆได้เลยว่า "หมอกลัวครับ กลัวออกมาไม่สวยเหมือนที่ผู้ถูกฉีดคาดหวัง กลัวพลาดเหมือนที่เป็นข่าว กลัวเป็นรอยเขียวช้ำ (ส่วนใหญ่แอบแฟนมาทำกัน ^^) ปัจจุบันหมอพยายามแทงเข็มที่มีคมให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้มีเลือดออกจะได้ไม่เขียวช้ำ และพยามยามใช้เข็มทู่Blunt canulaในทุกๆตำแหน่งเท่าที่ทำได้ เพราะข้อดีของเข็มทู่คือ มันไม่มีคมครับเจาะเส้นเลือดไม่เข้า ขนาดก็ใหญ่มากกว่าเส้นเลือด ดังนั้นโอกาสจะพลาดแทงเข้าเส้นเลือดก็แทบไม่มีเลย หลังทำเสร็จมีแค่รอยเจาะรูเล็กๆเพื่อเป็นรูให้สอดเข็มทู่เข้าไปได้ ดังนั้นจึงแทบจะไม่มีรอยให้กังวลเลยครับและที่สำคัญต้องทานยาปฏิชีวนะฆ่า เชื้อและยาลดบวมที่หมอจ่ายให้จนหมด (หมอบางทานอาจไม่จ่ายยาเหล่านี้ครับ แต่หมอกลัวครับเลยต้องให้ทุกครั้ง)แล้วมาพบหมอตามนัดครับ (ส่วนใหญ่สวยแล้ว มักไม่มาครับ ^^ )

การฉีดฟิลเลอร์สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้างบ้าง

1. แก้ไขปัญหาร่องแก้มที่เป็นจุดเด่นทำให้มองดูมีอายุ ขาดความอวบ อิ่ม
2.ลบริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
3. เสริม จมูกให้โด่งเป็นธรรมชาติ เหมาะกับคนที่มีสันจมูกเดิมอยู่บ้างแล้วนะครับ หากไม่มีดั้งเลยแนะนำผ่าตัดเสริมซิลิโคนแท่งจะสวยกว่าครับ
4. เสริม คางให้ได้รูปเหมาะกับคนที่มีคางอยู่แล้วเช่นกันครับ หากคางไม่มีเลยแนะนำผ่าตัดใส่ซิลิโคนแท่งจะดีกว่านะครับ หากท่านไหนไม่แน่ใจสามารถส่งรูปให้หมอช่วยดูให้ก่อนนะครับ
5. ตกแต่ง ริมฝีปาก แก้ปัญหามุมปากตก ริมฝีปากบาง ปรับขนาดให้เท่ากัน หรือในคนที่ผ่าตัดลดขนาดปากลงแล้วแต่ดูปากบางมากไปก็สามารถเติมเพิ่มเข้าไป ได้ครับ
6. ฉีด เติมเต็มปรับรูปหน้า เช่นเติมเต็มแก้ปัญหาขมับตอบ เติมข้างแก้มตอบให้หน้าดูอวบอิ่ม ซึ่งสมัยนี้คนจัดฟันกันค่อนข้างเยอะพอจัดฟันไปสักระยะแล้วจะเกิดปัญหาขมับ และแก้มตอบมากๆในกรณีนี้ก็สามารถฉีดฟิลเลอร์เติมให้ได้รูปขึ้นได้ครับ

ขั้นตอนการรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์
การรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ต้องกระทำด้วยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยว ชาญในการรักษา แพทย์จะเลือกบริเวณที่จะฉีดให้เหมาะสม กับปัญหาของคนไข้ในแต่ละกรณี ก่อนฉีดจะมีการทายาชาทิ้งไว้ 30-40 นาที จากนั้นทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะฉีดพร้อมทาน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง ครับ (หมอเอาคลิปสาธิตการฉีดลงให้ดู มีบางท่านทักท้วงว่าฉีดคางทำไม่ไม่ลบคิ้วก่อน บ้างก็บอกต้องล้างหน้าออกให้หมดก่อนฉีด...เยอะครับ เข็มที่หมอใช้เล็กกว่าเข็มไปบริจาคเลือดเยอะครับ หากต้องทำขนาดนั้นเวลาบริจาคเลือดคงต้องเช็ดเบตาดีนทั้งแขนพร้อมใช้ผ้านึ่ง ฆ่าเชื้อเจาะกลางเหมือนการผ่าตัดกันเลยทีเดียว) การรักษาใช้เวลาประมาณ 15-40 นาที ในการฉีดในการฉีดแต่ละครั้งและไม่ต้องเสียเวลาในการพักฟื้นแต่อย่างใด สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที

การฉีดฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้นานแค่ไหนและต่อไปจะเป็นอย่างไร?

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่สกัดขึ้นมาโดยไม่ให้มีส่วนของสิ่งมีชิวิตติดปนมา หลังฉีดเข้าไปร่างกายจะไม่รับรู้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงไม่ก่อให้เกิดการแพ้ ไม่ก่อให้เกิดผังผืด และสามารถเสื่อมสลายไปเองตามระยะเวลา หลายท่านถามหมอว่ามันจะไหลย้อยไหม มันจะเกิดผังผืดตามมาไหม มันจะเบี้ยวหรือเปล่าเมื่อเวลาผ่านไปนาน หรือแม้กระทั่งเมื่อสลายไปแล้วจะดูแก่กว่าเดิมไหม... มีคำถามเยอะมากครับ หมอยืนยันได้เลยครับว่าหากเราใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่านอย.ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิด ขึ้นแน่นอน แต่หากไปฉีดฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้รับการรับรองจาก อย. เช่น กลุ่มโพลีอะคริลาไมด์และซิลิโคนเหลว จะเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาแน่นอนครับไม่ช้าก็เร็วครับ

โดยก่อนฉีดแพทย์จะเลือกสารเติมเต็มที่มีความเข้มข้นและขนาดของโมเลกุลที่ เหมาะสมกับคนไข้ในแต่ละกรณี ซึ่งเฉลี่ยโดยทั่วไป ฟิลเลอร์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปีถ้าคนไข้อยากให้อายุการฉีดฟิลเลอร์มีอายุการใช้งานที่นานขึ้นควรดื่มน้ำ ให้มากๆ เพราะฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี และช่วยให้ผลการรักษายาวนานขึ้น

ตัวอย่างคลิปวีดีโอการฉีดปรับรูปหน้าด้วยฟิลเลอร์
http://www.youtube.com/watch?v=MeO9j522WDA

      ด้วยความปราถนาดี
นพ.ธนิตศักดิ์ วิบูลย์กุลเศรษฐ์

                 หมออ้วน
            รักษ์-คุณคลินิก

ช่องทางติดต่อ..รักษ์คุณ คลินิก
– สาขาโลตัส ทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-9346185,0863551067
Google Plus : gplus.to/rukkhunpage
ID Line : @rukkhunclinic


*มีปัญหากังวลใจปรึกษาได้ทุกช่องทางตามสะดวก ด้วยความยินดีครับ^^

Growth factor ฟื้นฟูเซลล์ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพ

Growth factor ฟื้นฟูเซลล์ผิวหน้าที่เสื่อมสภาพ ​ BCC Serum ประกอบด้วย   โกรทแฟคเตอร์  หลายชนิดซึ่งเป็นสารโปรตีนมีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์ของร่างก...